คำพูดที่ไม่มีวันเอ่ย


คำพูดที่ไม่มีวันเอ่ย..ของเรา
     

 








        ผมอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ซึมซับไปกับทุกตัวอักษร ผมไม่เคยรู้ว่าไดอารี่ออนไลน์คืออะไร  จนกระทั่งเมื่อวานตอนกลางคืน  ภรรยาผมยื่นกระดาษแผ่นนี้มาให้ “ อ่านนี้สิ อ๊อดปรินท์มาให้“


        ผมรับมาด้วยความงงๆ  ใครคือมาริโกะ แล้วนี่คือกระดาษอะไร  ผมค่อยๆกวาดสายตาอ่านข้อความทุกบรรทัดด้วยความตั้งใจ  จนกระทั่งอ่านจบถึงประโยคสุดท้าย 


        จะแปลกมั้ย ถ้าคนแก่วัยหกสิบอย่างผมจะร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ..


        ผมมองรูปประกอบในกระดาษแผ่นนั้นอยู่นาน รูปที่ผมเคยเห็นเด่นชัดเมื่อ 20 กว่าปีก่อน  เด็กผู้หญิงตาโตกลมบ๊องแบ๊ว คิ้วเชิดรั้นที่บอกแววว่าดื้อเมื่อโตขึ้น   ปากเล็กๆที่เคยชอบฉอเลาะช่างพูด เรียกหาแต่ผม ในวันหยุด เสาร์อาทิตย์เท่านั้น ที่เรามีโอกาสเจอหน้ากัน

           


        ใช่ครับ..เด็กน้อยในรูปนั้น คือ ลูกสาวคนเดียวของผมเอง  เด็กน้อยตัวเล็กๆที่เคยชอบให้ผมกอดและให้ผมโยกตัวกล่อมตอนนอนเสมอ  เด็กน้อยที่ชอบมายืนดูผมวาดรูปด้วยความสนอกสนใจ 


        “ ป๊า สอนลี่วาดรูปหน่อยๆๆ ลี่อยากวาดเก่งๆเหมือนป๊า “ ลูกสาวผมที่ชอบคะยั้นคะย้อผมให้สอนวาดรูปและแย่งดินสอผมไป วาดรูปเติมๆทับๆรอยที่ผมวาด ผมมองลายเส้นขีดๆของแกด้วยความมั่นใจว่า โตขึ้น ลูกสาวผมต้องเก่งทางด้านศิลปะแน่นอน..


        ผมอาจเป็น พ่อที่แย่คนหนึ่ง  เพราะความที่ผมมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่ม  ผมจึงยังชอบใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานอยู่ ทุกคืนผมมักออกไปพบปะสังสรรค์ กินเหล้ากับเพื่อนๆ กว่าจะกลับถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปตีสอง ตีสาม   และพอผมย่องๆมาในห้องนอนที่มืดสนิท เพราะกลัวคนในครอบครัวตื่น  แต่เกือบทุกครั้ง เจ้าลูกสาวตัวแสบก็จะมาสะกิดมือผมในความมืดเสมอ
         


        “ ป๊า! การ์ตูน “ แกกอดหมอน ยื้มยิ้มเผล่โชว์ฟันขาวในความมืด ทวงหนังสือการ์ตูนที่ผมต้องซื้อมาฝากทุกครั้งที่ถึงวันที่หนังสือครบกำหนดออก และบ่อยครั้งที่ผมต้องดุไล่ให้ไปนอน เพราะแกชอบใช้แสงไฟข้างถนนที่ลอดมาทางหน้าต่างห้องนอน แอบอ่านการ์ตูนจนจบแล้วถึงจะนอน  จนทำให้แกเป็นเด็กสายตาสั้น ใส่แว่นตั้งแต่ ป.3


        ผมอาจเป็นคนขวางโลกเหมือนที่ลูกๆชอบบ่น แต่ผมก็แค่คนแก่หัวรั้นที่อยากแสดงความเห็นออกมาบ้าง ผมอยากเป็นพ่อที่ดี อยากสอนลูกด้วยถ้อยคำที่อบอุ่น ไพเราะ แต่ผมก็ไม่เคยทำได้สักครั้ง  ทุกครั้งที่ห่วงใย หรืออยากปลอบโยนเวลาเห็นลูกสาวเสียใจในเรื่องอะไรก็แล้วแต่  ผมกลับใช้คำด่าหยาบๆ และเสียงตะคอกกับแกแทน


        และทุกครั้ง หลังจากการกระทำอันแย่ๆของผมนั้น  แกมักขบริมฝีปากแน่น  ยืนจ้องหน้าผมด้วยสายตาที่ปวดร้าว   แล้วตาก็เริ่มแดงกล่ำ จนกระทั่งมีหยดน้ำตาไหลออกมาเต็มสองแก้ม    แกจ้องมองผมทั้งน้ำตาอย่างเงียบๆเป็นนาที   แล้วหันหลังเดินจากไป  เก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน..


        ผมอยากเดินเข้าไปกอดเพื่อบอกคำ ว่า “ ป๊า ขอโทษ “ แต่ผมก็ทำได้เพียงนั่งเสียใจเงียบๆอยู่คนเดียว แล้วมองจ้องไปที่ประตูห้องนอนแก...แค่นั้นเอง

                                                         



        จวนจนแกเติบโตขึ้น ผมก็ยังเป็นพ่อที่ไม่ดีเหมือนเดิม   ผมไม่เคยคุยกับลูก หรือถามว่า ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร  ลูกสาวผมได้ร่ำเรียนศิลปะอย่างที่ผมคิดไว้ แกตัดสินใจของแกเอง โดยไม่เคยปรึกษาใคร  ผมเข้าใจ แก  เพราะว่าผมไม่เคยมีเวลาให้  ส่วนภรรยาผมก็เครียดจากการขายของ มักดุด่า ตีแกเสมอ   แกจึงเหมือนไม่มีใคร  เวลาอยู่บ้านลูกสาวผมกลายเป็นคนเงียบขรึม  กลับจากเรียน แกมักเก็บตัวอยู่ในห้องนอน ในโลกส่วนตัวของแกเสมอ..


        ครั้งหนึ่งที่แกทะเลาะกับภรรยาผม แล้วถูกภรรยาผมไล่ออกจากบ้าน ลูกสาวผมเป็นเด็กที่ใจเด็ดมาก แกหนีออกจากบ้านไปจริงๆ แต่ไม่ได้ไปไหนไกล แกไปอยู่บ้านยาย  แม่ยายผมโทรมาหาภรรยาผม ผมถึงรู้เรื่อง ผมต่อว่าภรรยาไปมากมาย  เธอเอาแต่ร้องไห้ รู้สึกผิดที่ไปไล่ลูกด้วยอารมณ์โกรธชั่ววูบ  แม่ยายผมบอกว่า ลูกสาวผมจะยืนยันว่าไม่กลับบ้าน  ผมรู้จักนิสัยลูกผมดี ถ้าบังคับแกตอนนี้ แกอาจเตลิดไปอยู่ที่อื่นแทน เราปล่อยให้แกอยู่กับแม่ยายผมเกือบ 2 เดือน  จนผมอดคิดถึงลูกสาวผมไม่ได้


        วันหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจ ขับรถไปรับแกกลับบ้าน
        ” กลับไปอยู่บ้านเราเถอะนะ “ ผมพูดกับแกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผมจ้องหน้าลูกสาวคนเดียวของผมด้วยความคิดถึง
 ดูแววตาแกเศร้าสร้อยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา พอแกได้ยินดังนั้น แกก็เงียบ..ไม่พูดอะไร นอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด  แล้วก็เดินไปเก็บเสื้อผ้า กลับมาบ้านพร้อมผม   ตลอดทาง...แกก็หันหน้าไปทางหน้าต่างรถ เราไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ ผมได้ยินแต่เสียงสะอื้นของแก  ส่วนผมเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆจุกอยู่ที่ลำคอ..


        จากนั้น ความสัมพันธ์ของผมกับลูกสาว ก็เหมือนเดิม ผมก็ยังเป็นพ่อที่ไม่เอาไหน ส่วนแกดูเหมือนชอบใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆของแกที่วิทยาลัยมากกว่าอยู่บ้าน


        จนกระทั่งลูกสาวผมเรียนจบ แกก็หางานทำ  แบ่งเงินทั้งหมดให้ภรรยาผม แบ่งปันเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันในบ้าน ผมเป็นพ่อที่แย่เหมือนเดิม ไม่เคยดิ้นรนไปหางานทำ เพื่อให้ได้เงินมาเยอะๆ  ช่วงนั้นภรรยาผมขายข้าวแกงหน้าบ้าน ทุนที่เปิด ก็คือเงินที่ได้จากการทำงานพิเศษก้อนแรกในชีวิตลูกสาวคนนี้ 


        ลูกสาวผมเป็นคนที่เก่งมาก แกดิ้นรน ทำนู่นทำนี้ เพื่อให้มีรายได้มาส่งน้องๆเรียน ผลงานออกแบบของแก มักได้ตีพิมพ์ลง หนังสือ หรือออกทีวีเสมอ  ทุกครั้งที่แกมาบอกด้วยความตื่นเต้น ผมก็ทำหน้าเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายกับผลงานแก จนหลังๆแกก็ไม่เคยมาบอกอะไรอีกเลย แต่ความจริงแล้ว เบื้องหลัง ผมขับรถไปควานหาซื้อหนังสือเล่มนั้นเก็บไว้แล้วโชว์เพื่อนข้างบ้านเสมอ ว่านี่เป็นฝีมือแก หรือแม้กระทั่ง คอยดูรายการทีวีที่แกบอกแล้วอัดวิดีโอไว้เสมอ..ไม่ว่ารายการนั้นจะมีดึกแค่ไหนก็ตาม

            

        ความสัมพันธ์ของเราสองพ่อลูก  ห่างเหินไปทุกวัน... 10 ปีหลังมานี้ ลูกสาวผมได้แยกตัวออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แกทำอะไรหลายอย่างมากมาย ผมได้แต่ดูอย่างเงียบๆ  หลายครั้งที่ผมเห็นแกทุ่มเทกับเพื่อนมาก โดนเพื่อนหลอกเอาเงินไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง หรือเสียใจกับความรักที่มาจากผู้ชายเลวๆ  ทุกครั้งที่ผมเห็น ผมเสียใจไปกับลูกสาวผม แต่ก็เหมือนเดิม..คำห่วงใยของผมที่ส่งออกไปเป็นคำพูดคือ  คำสบถด่าหยาบๆ ซ้ำเติมถึงความโง่ของแกที่ถูกหลอก  แล้วภาพที่เห็นหลังจากนั้นก็คือ  ภาพที่ไม่ต่างจากภาพอดีตในวัยเด็กนั้นเลย  แกขบริมฝีปากแน่น  ยืนจ้องหน้าผมด้วยสายตาที่ปวดร้าวพร้อมน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมา... แล้วสักพัก แกก็หันหลังเดินออกจากบ้านไป

        และเหมือนเดิม..ผมได้แต่มองตามหลังแกที่เดินออกไป ด้วยความเสียใจ..


        ปกติ เราสองคนพ่อลูกไม่เคยทะเลาะกันนาน เพราะผมมักจะคุยกับแกก่อนเสมอ แล้วแกก็ลืมตัวคุยกับผม เหมือนลืมไปแล้วว่าเมื่อสักครู่เราทะเลาะอะไรกัน  ไม่เหมือนที่เวลาแกทะเลาะกับภรรยาผม แกเงียบ ภรรยาผมก็เงียบ ไม่มีใครง้อกัน บางทีสองคนแม่ลูก ไม่คุยเป็นอาทิตย์ๆก็มี


        แต่เมื่อ สองปีที่แล้ว มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ลูกสาวผมคนนี้ ฝากบอกกับลูกชายคนเล็กของผมว่า ต่อไปนี้ ให้ลืมไปเลยว่ามีลูกสาวคนนี้ในโลกนี้ อย่ามาติดต่อแกอีก  ผมรู้แกเสียใจมาก ถึงเอ่ยปากแบบนั้น  แล้วแกก็ทำแบบนั้นจริงๆ ตลอด 2 ปีแกไม่เคยโทรหาผมและภรรยาเลย ผมจะรู้ความเป็นไป ผ่านปากลูกชายคนเล็กของผมเท่านั้น..


        แกเข้าใจว่าผมไม่ช่วยเหลือแก ในยามที่แกเดือดร้อน ผมจะแก้ตัวอย่างไร ในเมื่อวันนั้นที่แกขอความช่วยเหลือ ผมจำผิดวัน ผมมาช้าไปวันเดียว...ผมไม่รู้ว่า แกนั่งรอผมด้วยความหวังสุดท้าย..และแกก็ทิฐิเกินที่จะโทรมาตามผม   ผมมารู้ทีหลังจากปากลูกชายผมคนเล็กว่า...แกได้พิสูจน์และรู้แล้วว่า ผมไม่รักแก ปล่อยให้แกเหมือนจมน้ำตายไปต่อหน้า ...


        วันที่ผมเห็นลูกสาวผมครั้งล่าสุด คือวันที่แกมาเอาของที่บ้าน  วันนั้น แกไม่มองหน้าผมเลย ผมรู้ว่าแกเห็นผม แต่แกล้งทำเป็นไม่เห็น  ท่าทางแกจะโกรธผมอยู่  ผมอยากเอ่ยปากทักก่อน เหมือนทุกครั้งที่ผมง้อแก ด้วยการคุยก่อน และแกก็จะคุยตอบเหมือนลืมว่าเราทะเลาะกัน  แต่ครั้งนี้..ผมกลับพูดไม่ออกและไม่มั่นใจ..เพราะว่า เวลา 2 ปีไม่ใช่เวลาน้อยๆเลย หรือว่า...บางที ทุกอย่างอาจสายเกินไปเสียแล้ว..ผมจ้องมองแกตลอด ด้วยความหวังนิดๆว่าแกอาจเอ่ยทักผม  แม้เพียงคำสั้นๆว่า ..สวัสดี

        แต่แล้ว...พอแกหยิบของเสร็จ แกก็เดินออกจากบ้านไปเลย...ส่วนผม ได้แต่มองตามหลัง พร้อมด้วยเสียงเรียกชื่อลูกสาวผม ที่ดังออกมาแผ่วๆอยู่แค่ในลำคอ..



 



        ผมหยิบกระดาษแผ่นนี้ ขึ้นมาอ่านซ้ำอีกรอบ.. ผมไม่เคยรู้เลยว่า ลูกสาวผมคนนี้ จะมีความทรงจำมากมายเกี่ยวกับตัวผมและบันทึกมันลงไปในไดอารี่ออนไลน์ที่นี่ในวันพ่อปีที่แล้ว  ผมรู้สึกตื้นตันใจ ที่แกบอกรักผมผ่านสายตาคนมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต

        แม้ว่าในชีวิตจริง..แกไม่เคยเอ่ยปากออกมาต่อหน้าผมเลย..สักครั้งเดียว

 

 


        ผมจ้องไปที่ประโยคสุดท้ายนิ่งและนานอีกครั้ง  ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือ กดตัวเลขไปที่เบอร์มือถือหมายเลขหนึ่ง  มันดังกริ๊งอยู่หลายที ไม่มีปลายทางรับ จนกระทั่งก่อนที่เสียงเรียกสุดท้ายจะตัดไป..



        “ ฮัลโหล” เสียงคุ้นเคยปลายสายที่ผมไม่ได้ยินมาเกือบ 2 ปี ผมรู้สึกดีใจที่ได้ยินอีกครั้ง  ผมค่อยๆเอ่ยเสียงพูดออกไป

        “ ป๊านะ  วันนี้วันเกิดป๊า  ไปกินข้าวด้วยกันมั้ยลูก “

        “...........................................................”


        เงียบ..ไม่มีเสียงอะไรตอบมา.. ผมแทบกลั้นหายใจรอคำตอบ 





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         และแล้ว ลูกสาวคนเดียวของผมก็เปล่งเสียงออกมา

        "แฮ๊ปปี้ เบิร์ทเดย์ค่ะป๊า  ไปกินที่ไหนเหรอคะ"









(สุขสันต์วันพ่อ ขอให้ป๊ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไปค่ะ)
 

 

ปล. ถึงคำพูดคำนี้ ฉันไม่มีวันเอ่ยกับพ่อฉันได้ในชีวิตจริง..
แต่ฉันรู้ดีว่า..พ่อรู้ว่าฉันรักพ่อ..แค่ไหน

ใช่ป่ะ?  ป๊า :)

ปล2. ไดวันนี้เขียน 6 ชม. ด้วยน้ำตานองหน้าเหมือนเดิม 



 
มาริโกะโป๊ะเช๊ะ (2 ปีที่เหมือนนกปีกหัก)
5 ธ.ค. 2547 เวลา 15:12 น.

 

 

* ตีพิมพ์ลง นสพ. นิวมหาชน Los Angeles,USA.  
ฉบับวันที่  1 ธันวาคม 2547

 

* ตีพิมพ์ลง นสพ. นิวมหาชน Los Angeles,USA.  
ฉบับวันที่  8 ธันวาคม 2547

 



marikoz
2005-04-15 11:33:13